สถิติปริมาณและมูลค่าสัตว์น้ำจากกรมประมงปี 2559-2566 เผยว่า 25% หรือ 1 ใน 4 ของสัตว์ทะเลที่จับได้เป็น “ปลาเป็ด” ที่ไม่ใช่อาหารคน แต่เป็นลูกปลาและสัตว์ทะเลที่ถูกจับโดยไม่ได้ตั้งใจ คิดเป็น 300 ล้านกิโลกรัมต่อปี ขณะที่สัตว์ทะเลรสชาติอร่อยกำลังลดลงทุกปี โดยเฉพาะหมึกกล้วย ปลาสีกุน และปลาทู ส่วนใหญ่ถูกจับด้วยอวนลากที่มีประสิทธิภาพสูง ครอบคลุม 57 จาก 66 ชนิด
ถ้าเราชอบอาหารทะเล และคิดว่าอาหารทะเลดูพิเศษกว่าหมูและไก่ที่หากินได้ทั่วไป แต่อาหารทะเลนั้นมาจากสัตว์ทะเลที่หาได้ยากกว่า ในเรื่องนี้ก็มีความจริงอยู่ที่สัตว์ทะเลที่มีรสชาติอร่อยบางชนิดจับได้ลดลง เรามักได้ยินข่าวการทำประมงเกินขนาดที่จะเสี่ยงต่อความสมดุลทางทะเลมาบ่อย ๆ ข้อมูลสถิติปริมาณการจับสัตว์น้ำปี 2559 – 2566 จะช่วยบอกว่าสัตว์ทะเลรสชาติอร่อยกำลังจะลดลงเพราะอะไร
จากสถิติของกรมประมงที่รวบรวมปริมาณการจับสัตว์ทะเลตั้งแต่ปี 2559 ถึงอัพเดตล่าสุดปี 2566 พบว่าปริมาณการจับสัตว์น้ำในท้องทะเลไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด บางปีมีจำนวนจับได้เพิ่มขึ้น แต่บางปีก็ลดลง โดยเฉพาะชนิดที่รสชาติอร่อยจับได้น้อยลง และมีความจริงที่ว่า กว่า 1 ใน 4 ของสัตว์ทะเลที่จับมาได้เป็นชนิดที่นำไปทำอาหารสัตว์ ไม่ใช่อาหารของมนุษย์
แม้ว่าประมงไทยจะจับสัตว์ทะเลได้มากกว่า 1.3 ล้านตัน แต่สัตว์ทะเลที่เรากินได้อยู่ราว 3 ใน 4 ของทั้งหมดที่จับได้
แหล่งทำประมง 75% อยู่ในพื้นที่อ่าวไทย และอีก 25% อยู่ในพื้นที่ทะเลอันดามัน แต่ก็มีบางปี (เช่น ปี 2563-2564) ที่สัดส่วนการทำประมงในทะเลอันดามันเพิ่มขึ้นราว 30-35%
อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ได้ว่า สัดส่วนการทำประมงอ่าวไทยต่ออันดามันคือ 70:30 ซึ่งการประมงส่วนใหญ่จะกระจุกตัวในอ่าวไทย เนื่องจากพื้นที่เข้าถึงง่ายกว่า นอกจากนี้บางปีมีรายงานจำนวนการจับสัตว์น้ำนอกเขตน่านน้ำ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่น้อยมากไม่ถึง 1%
ในรายงานสถิติปี 2559-2566 มีรายงานปริมาณการจับสัตว์น้ำ 67 ชนิด เฉลี่ยรวม 1.3 ล้านตัน และสัตว์น้ำที่มีปริมาณสูงสุด 5 อันดับแรกคือ
- อันดับหนึ่งคือ ปลาเป็ด เป็นปลาที่นำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ จากปริมาณสัตว์ทะเลรวม 1,300 ล้านกิโลกรัม มีปลาเป็ดถึง 300 ล้านกิโลกรัม คิดเป็น เกือบ 25% ของสัตว์ทะเลทั้งหมดที่จับได้ โดยจับขึ้นจากอ่าวไทย 72.54% จับขึ้นจากทะเลอันดามัน 27.45% จับขึ้นนอกเขตน่านน้ำ 0.01%
- รองลงมาคือปลากะตัก นำไปทำน้ำปลา มีปริมาณราว 10% ของทั้งหมด จับขึ้นจากอ่าวไทย 86% จับขึ้นจากทะเลอันดามัน 14%
- อันดับสาม ได้แก่ กลุ่มปลาเลยหน้าดิน ใช้เรียกแทนปลาที่อาศัยอยู่ตามพื้นดินใต้น้ำ เช่น ปลากระเบน, ปลาตาเดียว, ปลาทรายแดง มีปริมาณราว 7% ของทั้งหมด จับขึ้นจากอ่าวไทย 70% จับขึ้นจากทะเลอันดามัน 30%
- อันดับสี่คือ ปลาหลังเขียว (ซึ่งส่วนใหญ่ก็คือปลาซาร์ดีน) เป็นปลาที่นิยมไปทำปลากระป๋อง มีปริมาณราว 6% ของทั้งหมด จับขึ้นจากอ่าวไทย 84% จับขึ้นจากทะเลอันดามัน 16% และ
- อันดับห้าคือหมึกกล้วย เป็นหมึกที่คุ้นเคยกันดีเพราะมันมีรสชาติอร่อย สัมผัสที่นุ่ม นิยมนำไปประกอบอาหารได้หลายเมนูเช่น ผัดกระเพราปลาหมึก ต้มยำทะเล หมึกนึ่งมะนาว มีปริมาณราว 5% ของทั้งหมด จับขึ้นจากอ่าวไทย 81% จับขึ้นจากทะเลอันดามัน 19%
รูปแบบการทำประมงพาณิชย์ VS ประมงพื้นบ้าน
ตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ประมงพาณิชย์สามารถจับสัตว์น้ำได้มากกว่าประมงพื้นบ้าน แต่แนวโน้มการจับสัตว์น้ำในประมงพื้นบ้านมีเพิ่มขึ้น ปัจจุบันปริมาณการจับสัตว์น้ำประมงพาณิชย์มีสัดส่วน 80% ประมงพื้นบ้านมีสัดส่วน 20% ก่อนหน้านี้สัดส่วนการจับสัตว์น้ำราว 90% มาจากประมงพาณิชย์
ในสถิติยังเห็นได้อีกว่า ชนิดของสัตว์ทะเลที่มาจากการทำประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ก็ต่างกันนะ
สัตว์น้ำที่จับโดยประมงพาณิชย์
- 100% จับโดยประมงพาณิชย์ ประกอบด้วย ปลาทูน่าท้องแถบ ปลาทูแขก ปลาทูน่า ปลาโอลาย ปลาโอหลอด ปูจั๊กจั่น เป็นต้น
- จับโดยประมงพาณิชย์มากกว่าพื้นบ้าน เช่น ปลากระตัก ปลาทูน่า ปลาฉลาม ปลาสีกุน หอยแครง หอมเซลล์ และปลาเป็ดที่สัดส่วนราว 98% มาจากการจับโดยประมงพาณิชย์
สัตว์น้ำที่จับโดยประมงพื้นบ้าน
- 100% จับโดยประมงพื้นบ้าน ประกอบด้วย ปลากะพงขาว แมงกะพรุน หอยกะพง หอยนางรม หอยแมลงภู่ เป็นต้น
- จับโดยประมงพื้นบ้านมากกว่าพาณิชย์ เช่น ปลากุเลา ปูทะเล ปูม้า ปลาเห็นโคนเป็นต้น
ในระยะหลัง ปริมาณการจับสัตว์น้ำโดยประมงพื้นบ้านได้เพิ่มขึ้น ก็ตามมาด้วยการเปลี่ยนขั้วของรูปแบบการทำประมงในสัตว์น้ำบางชนิด จากเดิมที่ประมงพาณิชย์มีสัดส่วนการจับได้มากกว่า ต่อมาประมงพื้นบ้านมีสัดส่วนการจับได้มากกว่า
ที่เห็นได้ชัดคือสัตว์จำพวกกุ้ง เช่น กั้งกระดาน ช่วงปี 2561-2562 ประมงพาณิชย์จับได้มากกว่าสัดส่วนประมงพาณิชย์ต่อพื้นบ้านอยู่ที่ 9:1 ต่อมาในปี 2566 สัดส่วนประมงพาณิชย์ต่อพื้นบ้านอยู่ที่ 1:9 นอกจากนี้กุ้งชนิดอื่น ๆ เช่น กุ้งแชบ้วย กุ้งเหลือง กุ้งโอคักและ เคย ก็มีแนวโน้มอย่างเดียวกัน
ปลาไทย และสัตว์ทะเลอื่น ๆ ที่คนนิยมทานกำลังจะหายไป
ข้อมูลสถิติย้อนหลังปี 2559-2566 พบว่าปริมาณการจับสัตว์น้ำต่อปีเฉลี่ยรวม 1.3 ล้านตัน มีแค่จำนวน 3 ใน 4 ที่เป็นสัตว์ทะเลที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ (คนรับประทาน) และปริมาณการจับสัตว์น้ำในท้องทะเลไทย มีการผันผวนอยู่ตลอด สัตว์น้ำบางชนิดบางปีมีจำนวนจับได้เพิ่มขึ้น แต่บางปีก็จับได้ลดลง ยกตัวอย่าง 3 ชนิด
ชนิดแรก กั้งกระดาน สามารถจับได้ทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน พบว่าในปี 2560 มีอัตราการจับได้เพิ่มขึ้น +31.55% (เทียบกับปี 2559) ในปีถัดมาจับได้ลดลง -13.34% และจับได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก (+124.6%) ในปี 2563 ในปีถัดมาแนวโน้มยังคงลดลงจนกระทั่งในปี 2566 ที่จับได้เพิ่มขึ้น +71.9% อีกครั้ง
ชนิดที่สอง ปูจั๊กจั่นที่จับได้เฉพาะภาคใต้ของประเทศไทย เช่น จังหวัดระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และบางพื้นที่ของจังหวัดภูเก็ตในทะเลอันดามันเท่านั้น ที่อัตราจับลดลงและเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในแต่ละปี แต่ในปี 2566 จับได้เพิ่มขึ้นกว่าปี 2565 ถึง +323.05%
ชนิดที่สาม ปลาจักรผาน อีกชื่อก็คือปลาตาเดียว ส่วนใหญ่จับได้ที่อ่าวไทย มีปริมาณการจับได้ลดลงเรื่อย ๆ แต่ก็เป็นปลาที่คนนิยม หามารับประทานเพราะมีเนื้อขาวนุ่ม รสชาติอร่อย เหมาะกับเมนูทอด อบ ย่าง ปัจจุบันก็เริ่มหาได้ยากขึ้น
สถิติยังชี้ว่า สัตว์เศรษฐกิจที่คนไทยนิยม เช่น ปลาจะระเม็ด กุ้งบางชนิด หมึก แมงกระพรุน ก็มีแนวโน้มลดลง ขณะที่ปลาเป็ดกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ดูได้จากอัตราการจับสัตว์น้ำโดยเทียบแต่ละปีได้ในตารางนี้
ปลาเป็ด สัญญาณความเสี่ยงที่จะทำประมงเกินขนาด
ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา เฉลี่ยราว 1 ใน 4 ของสัตว์น้ำที่จับได้คือ “ปลาเป็ด” ก่อนหน้านี้จะเห็นชื่อปลาเป็ดปรากฎอยู่บ่อย ๆ ครั้ง และยังติดในรายการ 5 สัตว์ทะเลที่จับได้ปริมาณมากที่สุดและแนวโน้มจับได้เพิ่มขึ้นอีก พอจะเน้นย้ำได้ว่าปลาเป็ดมีความสำคัญต่อระบบนิเวศทางทะเล
ปลาเป็ด ไม่ใช่ชื่อปลาชนิดใดชนิดหนึ่ง เป็นชื่อเรียกกลุ่มปลาที่ถูกจับมาแบบไม่ได้ตั้งใจ บ้างก็ยังเป็นลูกปลาที่ไม่มีโอกาสได้ผสมพันธุ์ ลูกปลาบางส่วนที่ติดอยู่ในกลุ่มนี้อาจจะกลายเป็นปลาสายพันธุ์อร่อยที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่การถูกจับโดยไม่ได้ตั้งใจทำให้จำนวนปลาเหล่านี้ไม่มีโอกาศโตเต็มวัย ที่สามารถนำมาทำอาหารทะเลรสชาติอร่อยให้ได้กิน
ซึ่งปลาเป็ดนั้น คนไม่นิยมนำมากินกัน บางส่วนตายตั้งแต่ตอนถูกจับ ถ้าจะนำไปทำเป็นอาหารคน จะต้องผ่านกระบวนการคัดแยก ทำความสะอาด แต่ด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยาก ปลาเหล่านี้จะถูกแปรรูปขายเป็นอาหารสัตว์แทน
แล้วปลาเป็ดถูกจับขึ้นมาได้อย่างไร ? กว่า 99% ของปลาเป็ดส่วนใหญ่ถูกจับขึ้นมาพร้อมกับอวน โดยเฉพาะอวนลาก ซึ่งอวนลากเป็นเครื่องมือที่ลากไปตามพื้นทะเลเพื่อกวาดจับสัตว์น้ำที่อยู่ในบริเวณนั้น นอกจากอวนลากแล้วอวนอื่น ๆ ก็มีความสามารถจับสัตว์ทะเลได้เยอะรองลงมาคือ อวนล้อมจับ อวนครอบ และอวนติดตา ซึ่งอวนทั้งหมดนี้จัดเป็นเครื่องมือทำประมงประสิทธิภาพสูง
อวน เครื่องมือทำประมงประสิทธิภาพสูง
จากข้อมูลล่าสุดปี 2566 ยังพบว่า 9 ใน 10 ของสัตว์ทะเล แม้จะไม่นับรวมปลาเป็ด สัตว์เกือบทั้งหมดก็ถูกจับขึ้นมาด้วยอวน อวนจัดเป็นเครื่องมือทำประมงประสิทธิภาพสูงเพราะความสามารถในการดักจับสัตว์น้ำได้มากกว่าเครื่องมือประมงอื่น ๆ ซึ่งอวนก็มีหลายประเภท มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง
อวนลากเป็นเครื่องมือประมงที่กวาดจับสัตว์ทะเล ได้ราว 38% ของปริมาณทั้งหมด จับสัตว์น้ำได้ 57 จาก 66 ชนิด (แม้จะลดลงจากช่วงปีแรกที่ ๆ ซึ่งค่าเฉลี่ยตลอดแปดปีอยู่ที่ 43%)
ข้อมูลการใช้อวนลาก ใช้เพื่อจับสัตว์ที่อาศัยอยู่ตามพื้นทะเล หรือในระดับความลึกที่ต้องการ โดยทั่วไปมักจะใช้จับสัตว์น้ำที่อยู่รวมกันเป็นฝูงหรือเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ในพื้นที่โล่ง สัตว์ที่จะดักจับได้ ประกอบด้วย กุ้ง กลุ่มปลาเลยหน้าดิน, ปลาทู, ปลาลัง และปลาโอ ซึ่งมักจะอยู่รวมกันเป็นฝูงในบริเวณที่เป็นพื้นทรายหรือโคลน รวมถึงหมึกบางชนิด
ในสถิตินี้ อวนลากสามารถจับสัตว์ทะเล 5 อันดับแรกปริมาณสูงสุด ยังได้แก่ ปลาเป็ด กลุ่มปลาเลยหน้าดิน หมึกกล้วย ปลาทรายแดง และปลากะตัก ตามลำดับ
อวนล้อมจับเป็นเครื่องมือประมงที่จับสัตว์ทะเลได้ 31% ของทั้งหมด ครอบคลุม 40 ชนิด
ข้อมูลการใช้อวนล้อมจับ ใช้เพื่อจับปลาที่อยู่รวมกันเป็นฝูงขนาดใหญ่ในบริเวณผิวน้ำหรือกลางน้ำ วิธีการใช้ เรือจะล้อมฝูงปลาด้วยอวนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาว ๆ จากนั้นจะใช้เชือกร้อยผ่านห่วงที่อยู่ขอบอวนด้านล่างเพื่อรวบปากอวนให้เป็นถุงขนาดใหญ่ คล้ายกับการรูดปากถุงผ้า ทำให้ปลาทั้งหมดที่อยู่ในวงอวนถูกจับขึ้นมาพร้อมกัน
ในสถิตินี้ อวนล้อมจับสามารถจับสัตว์ทะเล 5 อันดับแรกปริมาณสูงสุด ยังได้แก่ ปลาเป็ด ปลากะตัก ปลาทูแขก ปลาหลังเขียว (ปลาซาร์ดีน) และปลาโอดำ ตามลำดับ
อวนครอบเป็นเครื่องมือประมงที่จับสัตว์ทะเลได้ 10% ของทั้งหมด ครอบคลุม 30 ชนิด
จุดประสงค์การใช้งานเหมือนกับลวนล้อมจับ แต่วิธีการใช้ต่างกันเล็กน้อย คือเมื่อเรือพบฝูงปลา จะล้อมรอบฝูงปลาด้วยอวนรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่และยาวมาก โดยมีทุ่นลอยอยู่ด้านบนและมีเชือกสำหรับรูดรัดอยู่ที่ขอบด้านล่าง เรียกว่าสายมาน การที่มีสายมานนี้ทำให้อวนครอบมีประสิทธิภาพในการจับปลาสูงมากเมื่อเทียบกับอวนล้อมจับแบบอื่น ๆ ที่ไม่มีสายมาน
ในสถิตินี้ อวนครอบสามารถจับสัตว์ทะเล 5 อันดับแรกปริมาณสูงสุด ยังได้แก่ ปลากะตัก หมึกกล้วย ปลาเป็ด กลุ่มปลาเลยหน้าดิน และปลาสีกุน
อวนติดตาเป็นเครื่องมือประมงที่จับสัตว์ทะเลได้ 8% ของทั้งหมด มีสัตว์ทะเล ครอบคลุม 56 ชนิด
ข้อมูลการใช้อวนติดตา ใช้เพื่อจับปลาเป็นรายตัว โดยจะเน้นปลาที่มีขนาดใหญ่กว่าตาอวนเล็กน้อย ซึ่งจะติดกับตาอวนในขณะว่ายน้ำ ชาวประมงจะกางอวนเป็นผืนยาว ๆ โดยมีทุ่นลอยอยู่ด้านบนและมีน้ำหนักถ่วงอยู่ด้านล่างเพื่อให้ตาอวนตั้งเป็นกำแพงในน้ำ ปลาจะว่ายเข้ามาชนและถูกเงี่ยงครีบ หรือเหงือกติดคาอยู่กับตาอวน
ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ปลาตายในอวน ซึ่งถ้าอวนนี้ดักจับพวกลูกปลา และสัตว์ทะเลหายาก ก็จะทั้งเสียโอกาสสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและยังไม่ดีต่อระบบนิเวศทะเลอีกด้วย
ในสถิตินี้ อวนติดตาสามารถจับสัตว์ทะเล 5 อันดับแรกปริมาณสูงสุด ยังได้แก่ ปลาทู ปลาหลังเขียว กลุ่มปลาเลยผิวน้ำ ปลาลัง และปลาแข้งไก่
อวนอื่น ๆ ที่นอกเหนือจากข้างต้นอีก 10% เช่น อวนจม อวนรุนเคย อวนช้อน และอวนปู มีเป้าหมายจับสัตว์น้ำชนิดที่ชัดเจน เช่น
- อวนจม ใช้เพื่อจับสัตว์น้ำที่อาศัยหรือหากินอยู่บริเวณพื้นทะเลหรือใกล้พื้นทะเล เช่น ปลาหน้าดิน, ปลาหมึก, ปูม้า, กุ้ง โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีขนาดพอเหมาะที่ว่ายมาชนแล้วเหงือกติดหรือตัวติดคาอยู่ในช่องตาอวน
- อวนรุนเคย ใช้เพื่อจับ “เคย” ซึ่งเป็นสัตว์ทะเลเล็ก ๆ จำพวกกุ้งขนาดจิ๋ว ที่นำมาทำกะปิเป็นหลัก
- อวนช้อน ใช้สำหรับ ช้อนหรือตักสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัตว์น้ำที่รวมฝูงกันหนาแน่น หรือสัตว์น้ำที่ถูกล่อด้วยแสงไฟหรือเหยื่อ เช่น ปลากะตัก และ หมึก
- อวนปู ออกแบบมาโดยเฉพาะเพื่อจับ ปู เป็นหลัก มีขนาดตาอวนที่เหมาะสมกับขนาดของปู มีลักษณะคล้ายบ่วง/ตาข่ายที่ทำให้ปูเข้ามาติดอยู่เมื่อพยายามว่ายผ่าน
นอกจากเครื่องมือประเภทอวน อีก 3% เป็นเครื่องมือประเภทลอบ เบ็ด คราด แผงยกปู เป็นเครื่องมือที่ใช้แรงงานคนเป็นหลัก บางเครื่องมือมีขนาดเล็ก ใช้ในการจับสัตว์น้ำได้จำกัด และมักจะมีการเลือกจับสัตว์น้ำตามชนิดขึ้นอยู่กับเครื่องมือที่เหมาะสม
อาหารทะเลยังคงพิเศษอยู่เสมอ
ไม่ใช่เพราะอาหารทะเลดีกว่าสัตว์อื่น ๆ แต่อาหารทะเลกำลังจะหากินยากขึ้นเรื่อย ๆ สัตว์น้ำเศรษฐกิจ เช่น หมึกกล้วย ปลาสีกุน หรือแม้แต่ปลาทูที่คนไทยคุ้นเคย อาจลดลงเรื่อย ๆ จนวันนึงสิ่งเหล่านี้อาจจะค่อย ๆ หายไปจนเราหลงลืมไปว่าครั้งหนึ่งในท้องทะเลไทยก็มีสัตว์น้ำเหล่านี้ แล้วคุณล่ะมีมุมมองอย่างไรต่อการทำประมงไทยและมีสัตว์ทะเลชนิดไหนบ้างที่เมื่อก่อนเคยได้กินอยู่ ๆ บ่อยแต่ปัจจุบันหากินยาก มาแบ่งปันกับเราได้นะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับบทความนี้
ข้อมูลจาก สถิติปริมาณและมูลค่าสัตว์น้ำจากกรมประมงปี 2559-2566
ปลาเป็ด (Trash Fish) คือสัตว์ทะเลขนาดเล็กหรือลูกปลาของปลาเศรษฐกิจที่ถูกจับขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่งไม่สามารถนำมาขายเพื่อการบริโภคของมนุษย์ได้ จึงถูกนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ ปัญหานี้สะท้อนถึงการทำลายวงจรชีวิตสัตว์น้ำก่อนวัยอันควร ทำให้ปริมาณปลาโตเต็มวัยลดลงอย่างรวดเร็ว
จากสถิติกรมประมงปี 2559-2566 พบว่ามีการจับปลาเป็ดได้เฉลี่ยสูงถึง 300 ล้านกิโลกรัมต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 25% ของปริมาณสัตว์ทะเลทั้งหมดที่จับได้ในน่านน้ำไทย
สาเหตุหลักเกิดจากการทำประมงเกินขนาด (Overfishing) และการใช้เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงเกินไป เช่น อวนลาก ซึ่งสามารถจับสัตว์น้ำได้ครอบคลุมถึง 57 จาก 66 ชนิด รวมถึงการจับลูกปลาขนาดเล็กขึ้นมามากเกินไปจนเติบโตไม่ทัน
อวนลากเป็นเครื่องมือที่ทำลายล้างสูง เพราะจะลากผ่านหน้าดินและเก็บสัตว์ทุกชนิดที่ขวางหน้าโดยไม่คัดเลือกสายพันธุ์ ทำให้ลูกปลาที่ยังไม่โตเต็มวัยถูกจับขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งสัดส่วนปลาเป็ดกว่า 98% มาจากการทำประมงพาณิชย์ที่ใช้เครื่องมือลักษณะนี้
อันดับ 1 คือ ปลาเป็ด (25%), อันดับ 2 ปลากะตัก (10%), อันดับ 3 ปลาเลย์หน้าดิน เช่น ปลากระเบนและปลาทรายแดง (7%), อันดับ 4 ปลาหลังเขียวหรือปลาซาร์ดีน (6%) และอันดับ 5 คือ หมึกกล้วย (5%)
สัตว์น้ำส่วนใหญ่ประมาณ 75% ถูกจับจากพื้นที่อ่าวไทย เนื่องจากพื้นที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า ส่วนอีก 25% มาจากทะเลอันดามัน โดยการจับในเขตน่านน้ำสากลมีสัดส่วนน้อยมากไม่ถึง 1%
ปัจจุบันประมงพาณิชย์มีสัดส่วนการจับสัตว์น้ำสูงถึง 80% ของทั้งหมด ขณะที่ประมงพื้นบ้านอยู่ที่ 20% อย่างไรก็ตาม สัตว์บางชนิดเริ่มเห็นแนวโน้มการจับจากประมงพื้นบ้านมากขึ้น เช่น กุ้งแชบ๊วย และกุ้งโอคัก
สัตว์น้ำที่มาจากการทำประมงพาณิชย์เกือบทั้งหมด ได้แก่ ปลาทูน่าท้องแถบ, ปลาทูแขก, ปลาโอลาย, ปลาโอหลอด และปูจั๊กจั่น ซึ่งมักเป็นสัตว์น้ำที่ต้องออกไปจับในระยะไกลหรือใช้เครื่องมือขนาดใหญ่
ข้อมูลพบว่าสัตว์จำพวกกั้งกระดานและกุ้งบางชนิดมีสัดส่วนการจับจากประมงพื้นบ้านเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จากเดิมที่สัดส่วนพาณิชย์ต่อพื้นบ้านอยู่ที่ 9:1 เปลี่ยนเป็น 1:9 ในปี 2566 ซึ่งแสดงถึงการปรับตัวและความอุดมสมบูรณ์ในเขตชายฝั่งที่ประมงพื้นบ้านเข้าถึงได้
หากปัญหาปลาเป็ดยังไม่ได้รับการแก้ไข ผู้บริโภคจะเผชิญกับราคาอาหารทะเลที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสัตว์น้ำรสชาติดีและมีมูลค่าทางเศรษฐกิจลดน้อยลง จนอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนแหล่งโปรตีนจากธรรมชาติในอนาคต
อยากมาทำงานสาย Data ใช่มั้ย?
เรามี Workshop Data Interview ที่จะช่วยคุณเตรียมพร้อมสำหรับการสัมภาษณ์งาน ผ่านการทำ Case Interview
